รีโนเวท “หอประชุมโรงเรียน” ให้ทันสมัย ใช้งานได้หลากหลาย พร้อมระบบแสง สี เสียง ครบจบในที่เดียว
ในยุคที่การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน “หอประชุม” กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของโรงเรียน ที่รองรับทั้งกิจกรรมด้านวิชาการ การแสดงออก และการสื่อสารขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการประชุม สัมมนา การจัดกิจกรรม หรือแม้แต่การจัดเลี้ยง การสร้างหรือปรับปรุงหอประชุมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “พื้นที่ขนาดใหญ่” แต่คือการออกแบบให้ตอบโจทย์ “Multi-Function Space” ที่ใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมระบบสนับสนุนที่ครบครัน 1. เริ่มต้นด้วย “Concept Design” กำหนดทิศทางการใช้งาน หัวใจสำคัญของการออกแบบหอประชุมคือ “Concept” หรือแนวคิดหลักของพื้นที่ ว่าจะถูกใช้งานในรูปแบบใดเป็นหลัก เช่น เน้นการประชุม เน้นการแสดง หรือเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ สิ่งนี้สำคัญเพราะจะเป็นตัวกำหนดทุกอย่างที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นขนาดเวที รูปแบบที่นั่ง ระบบแสง หรือแม้แต่ระบบเสียง หากไม่มี Concept ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น มักจะเกิดปัญหาตามมา เช่น เวทีไม่พอใช้งาน เสียงไม่เหมาะกับกิจกรรม หรือไม่สามารถปรับพื้นที่ได้เมื่อจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานการกำหนด “คอนเซ็ปต์” ของหอประชุม เช่น การมีคอนเซ็ปต์ชัดเจนจะช่วยให้การออกแบบในทุกมิติ “ไปในทิศทางเดียวกัน” ทั้งเรื่อง Layout ระบบเสียง แสง และบรรยากาศโดยรวม 2. การออกแบบพื้นที่ (Space Planning) ให้รองรับทุกกิจกรรม หอประชุมที่ดีควรสามารถ “ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้” โดยองค์ประกอบหลักที่ต้องวางแผน ได้แก่ ● พื้นที่เวที (Stage Area) ● พื้นที่ผู้ชม (Audience Area) ● ห้องควบคุม (Control Room) ● พื้นที่ Backstage ● Layout แบบปรับเปลี่ยนได้ 3. ระบบแสง (Lighting System) ที่มากกว่าความสว่าง การออกแบบแสงในหอประชุมต้อง “คำนวณ” ให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละรูปแบบ แสงในหอประชุมไม่ใช่แค่ทำให้สว่าง แต่ต้องรองรับกิจกรรมที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปจะมีทั้งแสงสว่างทั่วไปสำหรับการใช้งานปกติ และแสงเวทีสำหรับการแสดงหรือการนำเสนอ ซึ่งต้องมีความเข้มและทิศทางของแสงที่ต่างกัน หากออกแบบไม่ดี อาจทำให้เวทีมืดเกินไป หรือสว่างจนรบกวนสายตาผู้ชม อีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญคือ “ระบบหรี่ไฟ” ซึ่งช่วยให้สามารถปรับบรรยากาศของห้องได้ เช่น ลดแสงในช่วงการนำเสนอ หรือเพิ่มความสว่างในช่วงการเรียน การวางระบบเหล่านี้ตั้งแต่ต้นจะช่วยลดข้อจำกัดในการใช้งานในอนาคต ประเภทของแสงที่ควรมี สิ่งที่ต้องคำนึง 4. ระบบปรับอากาศ (Air Conditioning) ที่รองรับคนจำนวนมาก หอประชุมเป็นพื้นที่ที่มีคนรวมตัวจำนวนมาก จึงต้องให้ความสำคัญกับการระบายอากาศและความเย็นเป็นพิเศษ การออกแบบระบบแอร์ต้องคำนวณจากทั้งขนาดพื้นที่ ความสูงของเพดาน และจำนวนผู้ใช้งาน หากคำนวณไม่เหมาะสมจะทำให้เกิดปัญหา เช่น บางจุดเย็นเกินไป ขณะที่บางจุดกลับร้อน หรือเกิดเสียงรบกวนจากเครื่องปรับอากาศซึ่งส่งผลต่อการใช้งานโดยตรง การวางตำแหน่งช่องลมและการเลือกระบบที่เหมาะสม เช่น ระบบที่ทำงานเงียบ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม แนวทางการออกแบบ หากออกแบบไม่ดี อาจเกิดปัญหา “ร้อนเฉพาะจุด” หรือ “เสียงรบกวนจากแอร์” 5. ระบบเสียง (Sound System) และผนังเก็บเสียง (Acoustic Design) หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยในหอประชุมคือ “เสียงก้อง” หรือฟังไม่ชัด แม้จะใช้ไมโครโฟนแล้วก็ตาม สาเหตุหลักมาจากการที่เสียงสะท้อนจากผนังหรือเพดาน ดังนั้นจึงต้องมีการออกแบบด้าน Acoustic ควบคู่ไปกับระบบเสียง โดยใช้วัสดุที่ช่วยดูดซับเสียงและลดการสะท้อน ในส่วนของระบบเสียงเอง ไม่ได้มีแค่ลำโพงหน้าเวที แต่ต้องมีการกระจายเสียงไปยังด้านหลังของห้องด้วย เพื่อให้ทุกคนได้ยินชัดเจนในระดับที่ใกล้เคียงกัน…
เปลี่ยน “ห้องเรียนเก่า” ให้เป็น “ห้องเรียนแห่งอนาคต”
ในยุคที่การศึกษาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การ “รีโนเวทห้องเรียน” หรือ “ปรับปรุงห้องเรียน” ไม่ใช่แค่การปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดูใหม่ขึ้นเท่านั้น แต่คือการออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) ให้สอดคล้องกับทักษะในศตวรรษที่ 21 และรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student-Centered Learning) ห้องเรียนจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการถ่ายทอดความรู้ แต่กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยกำหนดบรรยากาศ การมีส่วนร่วม และประสิทธิภาพของการเรียนรู้โดยตรง บทความนี้จะพาคุณไปเข้าใจ “หลักการรีโนเวทห้องเรียน” ตั้งแต่แนวคิด การออกแบบ ไปจนถึงการเลือกอุปกรณ์ เพื่อให้ห้องเรียนตอบโจทย์ทั้งครูและนักเรียนอย่างแท้จริง ทำไมต้องปรับปรุงห้องเรียน? ห้องเรียนแบบดั้งเดิม (Traditional Classroom) ที่เน้นโต๊ะเรียงแถวและการสอนแบบบรรยาย อาจไม่ตอบโจทย์การเรียนรู้ในปัจจุบันอีกต่อไป เหตุผลสำคัญในการรีโนเวทห้องเรียน: ห้องเรียนที่ดี เริ่มจากความเข้าใจการใช้งานจริง จุดเริ่มต้นของการรีโนเวท ไม่ได้อยู่ที่การเลือกเฟอร์นิเจอร์หรืออุปกรณ์ แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจว่า “ห้องนี้ถูกใช้งานอย่างไร” ในหนึ่งคาบเรียน ครูมักไม่ได้สอนด้วยวิธีเดียวตลอดเวลา อาจมีทั้งการอธิบายเนื้อหา การตั้งคำถาม การทำกิจกรรมกลุ่ม และการนำเสนอผลงาน ดังนั้นห้องเรียนที่ออกแบบดีจึงควรรองรับ “หลายรูปแบบการเรียนรู้ในพื้นที่เดียว” เมื่อมองในมุมนี้ การจัดโต๊ะเรียงแถวแบบเดิมอาจตอบโจทย์เพียงบางช่วงของการสอน แต่ไม่สามารถรองรับกิจกรรมอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรีโนเวทจึงเป็นโอกาสในการปรับพื้นที่ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น การออกแบบพื้นที่: จากห้องเดียว สู่พื้นที่หลายฟังก์ชัน แนวคิดสำคัญของการออกแบบห้องเรียนยุคใหม่คือ “Flexible Learning Space” หรือพื้นที่ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ แทนที่จะเป็นห้องโล่งที่ใช้รูปแบบเดียวตลอด การแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนการใช้งาน เช่น พื้นที่สำหรับการสอนหน้าห้อง พื้นที่สำหรับการทำงานกลุ่ม และพื้นที่สำหรับการทำงานเดี่ยว จะช่วยให้ครูสามารถเปลี่ยนรูปแบบการสอนได้อย่างเป็นธรรมชาติ การแบ่งโซนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ผนังกั้นเสมอไป แต่สามารถใช้การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ระยะห่างของพื้นที่ หรือแม้แต่แสงและพื้นผิวเข้ามาช่วยกำหนดขอบเขต ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของงานออกแบบภายในที่เน้น “การใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่เพิ่มความอึดอัด” ห้องเรียนยุคใหม่ควรสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ง่าย เช่น แนวทาง: ผสานเทคโนโลยีการศึกษา (Smart Classroom) องค์ประกอบสำคัญของ Smart Classroom คือการนำเทคโนโลยีมา “สนับสนุนการเรียนรู้” ไม่ใช่แทนที่การสอน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการใช้ Digital Board ซึ่งช่วยให้การสื่อสารในห้องเรียนมีความหลากหลายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ห้องเรียนจะไม่กลายเป็น Smart Classroom ได้เลย หากเทคโนโลยีถูกใช้เพียงเพื่อการนำเสนอของครูเท่านั้น หัวใจสำคัญคือการทำให้: อุปกรณ์ที่ดีจึงควรรองรับการใช้งานจริง เช่น สามารถเคลื่อนย้ายได้ รองรับทั้งระบบ Android และ Windows มีระบบอินเทอร์เน็ต กล้อง และไมโครโฟน เพื่อรองรับทั้งการเรียนในห้องและการเรียนแบบ Hybrid ห้องเรียนที่ดีควรรองรับเทคโนโลยี เช่น เฟอร์นิเจอร์: องค์ประกอบที่กำหนดความยืดหยุ่นของห้อง เฟอร์นิเจอร์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อรูปแบบการใช้งานห้องเรียนโดยตรง โต๊ะและเก้าอี้ที่มีน้ำหนักเบาและสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย จะช่วยให้ครูสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดห้องได้ตามกิจกรรมในแต่ละช่วงของการสอน รายละเอียดเล็ก ๆ เช่น ขาโต๊ะที่มียางรองเพื่อลดเสียง หรือพื้นผิวที่ไม่สะท้อนแสง อาจดูเป็นเรื่องรอง แต่กลับมีผลต่อความรู้สึกในการใช้งานจริงในระยะยาวอย่างชัดเจน ห้องเรียนที่ดีจึงไม่ใช่ห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์มากที่สุด แต่เป็นห้องที่เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ได้ “เหมาะสมกับการใช้งาน” มากที่สุด วัสดุ แสง และบรรยากาศ: พื้นฐานที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ องค์ประกอบทางกายภาพของห้องเรียน เช่น สีผนัง พื้น และแสงสว่าง เป็นสิ่งที่มีผลต่อสมาธิและความสบายของผู้ใช้งานโดยตรง สีผนังที่เหมาะสมมักเป็นสีโทนอ่อนหรือสีด้าน (Matte) เพื่อลดการสะท้อนแสงและช่วยให้สายตาสบายมากขึ้น ขณะที่วัสดุปูพื้นอย่าง Vinyl หรือ SPC ได้รับความนิยมเนื่องจากดูแลรักษาง่ายและช่วยลดความลื่น ในส่วนของแสงสว่าง การจัดแสงให้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการส่องตรงไปยังหน้าจอ Digital Board จะช่วยให้การใช้งานอุปกรณ์และการมองเห็นมีประสิทธิภาพมากขึ้น องค์ประกอบเหล่านี้ แม้จะไม่โดดเด่นเหมือนเทคโนโลยี แต่เป็นพื้นฐานที่ทำให้ห้องเรียน…
วิธีเลือกและติดตั้งพัดลมระบายอากาศในบ้าน
การเลือกและติดตั้งพัดลมระบายอากาศในบ้านเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ห้องน้ำ ห้องครัว และห้องต่างๆ มีอากาศถ่ายเทที่ดี และคงความสะอาดได้ดีที่สุด ในบทความนี้เราจะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกและติดตั้งพัดลมระบายอากาศในบ้าน โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น ประสิทธิภาพของพัดลม การติดตั้งที่เหมาะสม และการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง ประเภทของพัดลมระบายอากาศ 1. พัดลมระบายอากาศแบบเจาะผนัง พัดลมระบายอากาศแบบนี้เหมาะสำหรับห้องน้ำและห้องครัว ทำงานได้ทั้งเจาะผนังหรือติดตั้งบนหน้าผนัง ซึ่งช่วยให้อากาศถ่ายเทได้มีประสิทธิภาพ 2. พัดลมระบายอากาศแบบฝ้าเพดาน สำหรับห้องต่างๆ ในบ้าน พัดลมระบายอากาศแบบนี้ติดตั้งที่ฝ้าเพดาน ช่วยกระจายอากาศได้อย่างทั่วถึง และไม่ทำให้กระทบกับบริหารจัดการพื้นที่ ทั้งยังมีข้อดีของพัดลมระบายอากาศแบบฝ้าเพดาน 1. ประสิทธิภาพในการกระจายอากาศ: พัดลมระบายอากาศแบบฝ้าเพดานสามารถกระจายอากาศทั่วถึงในห้องได้ดี เนื่องจากติดตั้งบนฝ้าเพดานทำให้การกระจายอากาศเป็นไปได้ทุกระเบียบ 2. ประหยัดพื้นที่: การติดตั้งบนฝ้าเพดานทำให้ประหยัดพื้นที่ในห้อง เหมาะสำหรับห้องที่มีพื้นที่จำกัด 3. ลดเสียง: พัดลมระบายอากาศแบบนี้มักมีเสียงไม่ดัง, ทำให้ไม่สะท้อนกับความเงียบสงบในห้อง 4. ลดการสะสมความร้อน: การติดตั้งบนฝ้าเพดานช่วยลดการสะสมความร้อนด้านบนของห้อง ทำให้ห้องมีอากาศหลายชั้นมีอุณหภูมิที่สม่ำเสมอ 5. ดีไซน์ทันสมัย: พัดลมระบายอากาศที่ติดตั้งบนฝ้าเพดานมักมีดีไซน์ทันสมัยที่สามารถเข้ากับสไตล์ของห้องได้ง่าย จุดติดตั้งที่เหมาะสม 1. ควรติดตั้งพัดลมระบายอากาศในบริเวณที่มีการสะสมความร้อน หากมีที่ทำงานในห้องครัวหรือห้องน้ำที่มีการสะสมความร้อน ควรติดตั้งพัดลมในบริเวณนั้น เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศที่มีประสิทธิภาพ 2. ประสิทธิภาพในการระบายอากาศ การติดตั้งพัดลมระบายอากาศควรคำนึงถึงประสิทธิภาพในการระบายอากาศ โดยการวางในตำแหน่งที่ทำให้อากาศถ่ายเทได้ตรงไปตรงมา หลักการเลือกพัดลมระบายอากาศ 1. ขนาดและลักษณะของห้อง ขนาดของพัดลมควรเหมาะสมกับขนาดของห้อง เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศที่เพียงพอ หากเป็นห้องปิดมิดชิด, ควรติดตั้งพัดลมที่สามารถดูดและปล่อยอากาศได้ ส่วนห้องที่มีการไหลเวียนอากาศควรให้พัดลมดูดเข้าไปเพื่อช่วยในการระบาย การเลือกใช้พัดลมระบายอากาศสามารถคำนวณได้จาก พื้นที่ห้อง (กว้าง x ยาว x สูง) x เกณฑ์อัตราการระบายอากาศ ซึ่งสามารถอ้างอิงอัตราการระบายอากาศ จากกฎกระทรวงฉบับที่ 50 พ.ศ. 2540 ตามมพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ดังนี้ ลำดับ สถานที่ อัตราการระบายอากาศน้อยกว่าจำนวนเท่าของปริมาตรของห้องใน 1 ชั่วโมง 1 ห้องน้ำ ห้องส้วมของที่พักอาศัยหรือสำนักงาน 2 2 ห้องน้ำ ห้องส้วมของอาคารสาธารณะ 4 3 ที่จอดรถที่อยู่ต่ำกว่าระดับพื้นดิน 4 4 โรงงาน 4 5 โรงมหรสพ 4 6 สถานที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม 7 7 สำนักงาน 7 8 ห้องพักโรงแรมหรืออาคารชุด 7 9 ห้องครัวของที่พักอาศัย 12 10 ห้องครัวของสถานที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม 24 11 ลิฟต์โดยสารของ ลิฟต์ดับเพลิง 30 ตัวอย่างการคำนวณ:ห้องน้ำที่พักอาศัย ขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 2.7 เมตร อัตราการระบายลมของพัดลมระบายอากาศ = (2 x 3 x 2.7) x 2 = 32.4 ลบ.ม. / ชม. 2. การเลือกจุดติดตั้ง การติดตั้งพัดลมที่ตรงกับทิศทางการไหลเวียนของอากาศในห้องเป็นสิ่งสำคัญ. หากมีที่ที่มีการไหลเข้าของอากาศ, ควรติดตั้งพัดลมดูด-ปล่อย แต่ถ้าไม่สามารถระบายออกได้โดยตรง,…
ท่อร้อยสายไฟกับประโยชน์และการใช้งาน
ท่อร้อยสายไฟคืออะไร ท่อร้อยสายไฟคือท่อที่ใช้ในการจัดระเบียบระบบการเดินสายไฟให้มีความเรียบร้อยสวยงาม และป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับสายไฟ เช่น ความร้อนจากแสงแดด ความเปียกชื้นจากน้ำ หรืออันตรายและความเสียจากสัตว์ เช่น หนู จิ้งจก แมลงต่างๆ ทั้งยังช่วยลดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้งานไฟฟ้า เช่น ไฟฟ้าลัดวงจร ประกายไฟที่เกิดขึ้นจะถูกจำกัดภายในท่อ ไม่ให้ออกมาติดไฟด้านนอกท่อ ป้องกันไฟรั่วหรือไฟดูด ท่อร้อยสายไฟมีทั้งรูปแบบพลาสติก PVC ที่เรามักจะเห็นเป็นสีเหลืองหรือสีขาว และแบบที่เป็นเหล็ก ประเภทของท่อร้อยสายไฟ ท่อร้อยสายไฟมีหลายประเภทให้เลือกใช้งานตามความเหมาะสม เนื่องจากท่อสายไฟมีให้เลือกทั้งแบบท่อพลาสติกและท่อเหล็ก ที่มีคุณภาพและคุณสมบัติเฉพาะแตกต่างกันตามวัสดุที่ใช้ จึงควรเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานท่อพลาสติก ท่อร้อยสายไฟพลาสติก มีทั้งแบบ PVC และ HDPE ซึ่งท่อ PVC มีคุณสมบัติในการทนต่อความชื้น ไม่ขึ้นสนิม ต้านเปลวไฟ ไม่ลามไฟ สามารถเป็นฉนวนไฟฟ้า ไม่นำไฟฟ้าเมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าลัดวงจร มีให้เลือก 2 สีด้วยกัน นั่นคือท่อสีเหลืองและท่อสีขาว ตัวท่อมีขนาดตั้งแต่ ½ – 4 นิ้ว ความยาวเฉลี่ยอยู่ที่ท่อนละ 4 เมตร ทนความร้อนได้สูงสุดที่ 60 องศา แต่ไม่ทนต่อรังสียูวี จึงทำให้เกิดความกรอบได้ง่าย โดยเฉพาะในกรณีที่ติดตั้งในจุดที่เผชิญกับแสงแดด จึงไม่ควรใช้กับงานกลางแจ้ง ท่อ PVC สีเหลือง ท่อ PVC สีเหลือง นิยมใช้เป็นท่อร้อยสายไฟฟ้าและสายโทรศัพท์ นิยมใช้ภายในอาคารหรือฝังกำแพง ท่อ PVC สีขาว ท่อ PVC สีขาว เป็นท่อที่นิยมใช้ในการเดินท่อลอย ร้อยสายไฟฟ้าและสายโทรศัพท์ นิยมใช้ในงานต่อเติมหรืองานดีไซน์ สามารถดัดเย็นได้มากกว่า 90 องศา ช่วยในการประหยัดข้อต่อ อีกทั้งยังสามารถทาสีทับได้อย่างง่ายดาย ท่อ HDPE ท่อ HDPE (High Density Polyethylene) เป็นท่อร้อยสายไฟที่ทำจากพลาสติก Polyethylene ชนิด High Density ที่มีคุณสมบัติต้านเปลวไฟ มีความแข็งแรงสูงพอสมควร แต่อ่อนตัวยืดหยุ่นได้ดี ไม่ต้องดัดท่อก่อนใช้งาน สามารถดัดโค้งได้ จึงทำให้การเดินท่อสะดวกมากขึ้น มีให้เลือกใช้ทั้งแบบผิวเรียบและแบบลูกฟูก สามารถรองรับแรงดันได้หลากหลายรูปแบบทั้งแรงดันต่ำและสูงปานกลาง สามารถเดินท่อ HDPE ในระยะไกลได้ โดยสามารถเดินสาย HDPE ได้ทั้งภายนอกอาคาร เดินสายใต้ดิน หรือฝังผนัง บนฝ้าในอาคารบ้านเรือนก็ได้ ท่อเหล็ก ท่อร้อยสายไฟแบบเหล็ก จะมีอยู่ 3 ประเภทหลักๆ ด้วยกัน นั่นคือท่อเหล็กชนิดบาง, ชนิดหนาปานกลาง และชนิดหนา เนื่องจากท่อเหล็กแต่ละแบบจะเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ท่อเหล็กชนิดบาง ท่อเหล็กชนิดบางหรือ Electrical Metallic Tubing (ท่อ EMT) จะเป็นท่อโลหะขนาดบางและมีตัวอักษรบนท่อเหล็กสีเขียว ใช้สำหรับเดินลอยภายในอาคารหรือฝังในผนังเท่านั้น ไม่สามารถฝังดินหรือฝังในพื้นคอนกรีตได้ ท่อเหล็กชนิดหนาปานกลาง ท่อเหล็กชนิดหนาปานกลางหรือ Intermediate Conduit (ท่อ IMC) เป็นท่อที่เหมาะสำหรับเดินลอยภายนอกอาคารหรือฝังในผนังและพื้นคอนกรีตได้ ตัวอักษรบนท่อเหล็กจะมีสีแดง/ส้ม ท่อเหล็กชนิดหนา ท่อเหล็กชนิดหนาหรือ Rigid Steel Conduit (ท่อ RSC) เป็นท่อร้อยสายไฟที่สามารถใช้เดินลอยภายนอกอาคาร ฝังในผนัง พื้นคอนกรีต และพื้นที่ที่อันตราย รวมไปถึงฝังลงดินโดยตรงได้ ตัวอักษรบนท่อเหล็กจะมีสีดำ…
การไหลเวียนของอากาศกับหลักฮวงจุ้ยในบ้าน
ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว เชื่อกันว่า บ้านที่ดีควรมีพลังงานหมุนเวียนถ่ายเท หรือที่เรียกว่าพลังชี่ การควบคุมอากาศภายในบ้านเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างสมดุลให้พลังงานดี ๆ กระจายตัวในบ้าน ทั้งในด้านความสะดวกสบายและสุขภาพของผู้อยู่ในบ้าน บ้านที่มีการถ่ายเทอากาศอย่างเพียงพอจะช่วยลดความเสี่ยงของการสะสมเชื้อโรค หากบ้านใดที่ปิดประตู หน้าต่างทึบ ไม่มีแสงแดดหรืออากาศจากภายนอกเข้ามาหมุนเวียนถ่ายเทได้เลย ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสะสมเชื้อโรคให้เจริญเติบโต คนในบ้านเจ็บป่วยได้ง่าย บ้านนั้นจะขาดพลังชีวิตที่ดี การนำหลักฮวงจุ้ยมาปรับใช้ในการตกแต่งบ้าน บ้านที่มีพลังชี่อยู่รอบ ๆ จะเติมเต็มรูปแบบการใช้ชีวิตที่มีคุณค่า และช่วยให้คนในบ้านมีความสุข และเป็นกันเองในทุก ๆ วัน ซึ่งเรามีข้อแนะนำเพิ่มเติมที่สามารถช่วยเพิ่มอากาศหมุนเวียนในตัวบ้านและเสริมพลังงานที่ดีดังนี้: พัดลมระบายอากาศแบบฝ้าเพดานรุ่น CBC-CF-01 เพื่อเสริมสร้างการไหลเวียนถ่ายเทของอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน, การเลือกใช้พัดลมระบายอากาศแบบฝ้าเพดานเป็นทางเลือกที่ดี ทั้งประหยัดพื้นที่ สะดวกในการติดตั้งและบำรุงรักษา และมีดีไซน์สวยงาม ในราคาจับต้องได้ พัดลมระบายอากาศแบบฝ้าเพดานรุ่น CBC-CF-01ขนาดใบพัด 4 นิ้ว พัดลมทำงานเงียบ ลดเสียงรบกวน ติตั้งง่าย ทนทาน ด้วยวัสดุ ABS รับประกันมอเตอร์ 2 ปี เหมาะสำหรับการใช้งานในห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน ห้องเก็บของ ที่จอดรถ ลิฟต์โดยสาร ฯลฯ สนใจสั่งซื้อสินค้าได้ทางหน้าเว็บไซต์ หรือ โทร. 02 381 4597, 02 711 1056 Line: @CaseByCase






